วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559

44.การตั้งถิ่นฐานของชนชาติไทย

การตั้งถิ่นฐานของชนชาติไทย
สมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์
1x42.gif
รัชกาลที่ 1 ทรงฟื้นฟูระบบสังคมและการเมืองของราชอาณาจักรอยุธยา ทรงออกประมวลกฎหมายใหม่ ทรงฟื้นฟูพิธีในราชสำนัก และทรงบัญญัติวินัยสงฆ์ การปกครองแบ่งเป็นหกกรม โดยในจำนวนนี้ สี่กรมมีหน้าทีปกครองดินแดนโดยเฉพาะ
กรมกลาโหมปกครองทางใต้
กรมมหาดไทยปกครองทางเหนือและตะวันออก
กรมพระคลังปกครองดินแดนที่อยู่ทางใต้ของพระนคร
และกรมเมืองปกครองพื้นที่รอบกรุงเทพมหานคร
ส่วนอีกสองกรมนั้นคือ กรมนาและกรมวัง
กองทัพอยู่ภายใต้การควบคุมของอุปราช ซึ่งเป็นพระอนุชาในพระมหากษัตริย์พม่า ซึ่งเห็นความวุ่นวาย ประกอบกับการโค่นล้มสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้รุกรานสยามอีกใน พ.ศ. 2328
ฝ่ายสยามแบ่งกำลังออกเป็นหลายเส้นทาง ซึ่งกองทัพทางตะวันตกได้บดขยี้ทัพพม่าใกล้จังหวัดกาญจนบุรี
นี่เป็นการรุกรานสยามใหญ่ครั้งสุดท้ายของพม่า พ.ศ. 2345 พม่าถูกขับออกจากล้านนา พ.ศ. 2335 สยามยึดครองหลวงพระบาง และนำดินแดนลาวส่วนใหญ่มาอยู่ใต้การปกครองโดยอ้อมของสยาม
กัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองของสยามอย่างเต็มที่ และกระทั่งสวรรคตใน พ.ศ. 2352 พระองค์ทรงสถาปนาความเป็นเจ้าของสยามเหนือดินแดนที่ใหญ่กว่าประเทศไทยปัจจุบันอยู่มาก
การปกครองสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ในสมัยรัชกาลที่ 1-3 พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ การจัดระเบียบการปกครองยังคงยึดถือตามแบบอย่างสมัยอยุธยาตอนปลาย มีดังนี้
การปกครองส่วนกลาง มีเสนาบดีทำหน้าที่บริหารราชการ ได้แก่
สมุหกลาโหม มีอำนาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้ ทั้งทหารและพลเรือน
สมุหนายก มีอำนาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทั้งกิจการทหารและพลเรือนเทียบเท่ากระทรวงมหาดไทยในปัจจุบัน
เสนาบดีจตุสดมภ์ เป็นตำแหน่งรองลงมา ประกอบด้วย
-กรมเวียง ดูและความสงบเรียบร้อยของราษฎรทั่วไป  
-กรมวัง ดูแลงานพระราชพิธีต่างๆ และการพิจารณาคดี
-กรมคลังหรือกรมท่า ดูแลด้านการเงินและการต่างประเทศ
-กรมนา ดูแลไร่นาทั่วราชอาณาจักร
การปรับปรุงกฏหมายและการศาล
กฎหมายตราสามดวง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯให้รวบรวมและชำระกฎหมายเก่าที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และคัดลอกไว้ 3 ฉบับ ทุกฉบับประทับตราคชสีห์ ราชสีห์ และตราบัวแก้ว จึงเรียกว่ากฎหมายตราสามดวง
ต่อมารัชกาลที่ 5 ได้ทรงปรับปรุงการปกครอง ได้ทรงประกาศยกเลิกระบบจตุสดมภ์แล้วตั้งกระทรวงสมัยใหม่ขึ้นมา



1x42.gif

45.พัฒนาการทางประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน

พัฒนาการทางประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน
1x42.gif


เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นในยุโรป พ.ศ.2457 นั้น ประเทศไทยยังคงยึดมั่นอยู่ในความเป็นกลาง แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสังเกตความเคลื่อนไหวของคู่สงครามอย่างใกล้ชิด เมื่อการสงครามรุนแรงขึ้น ทรงเห็นว่าฝ่ายเยอรมนีเป็นฝ่ายรุกราน จึงทรงตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2460 แล้วประกาศเรียกพลทหารอาสาสำหรับกองบินและกองยานยนต์ทหารบก เพื่อส่งไปช่วยสงครามในยุโรป การส่งทหารไปรบ


สาเหตุที่ไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง
เหตุเพราะเรามีกำลังน้อยเมื่อญี่ปุ่นบุกจึงไม่สามารถต่อต้านได้ และเพื่อป้องกันมิให้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของญี่ปุ่นในด้านเศรษฐกิจและการเมือง
ผลของสงครามต่อไทย คือ ไทยต้องส่งทหารไปช่วยญี่ปุ่นรบ ได้ดินแดนเชียงตุง และสี่จังหวัดภาคใต้ที่ต้องเสียแก่อังกฤษกลับมา แต่ต้องคืนให้เจ้าของเมื่อสงครามสงบลง เกิดขบวนการเสรีไทย ซึ่งให้พ้นจากการยึดครอง ไทยได้รับเกียรติเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ


สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงใน พ.ศ. 2475
  1. สภาพการเมืองการปกครองมีการพยายามก่อการปฎิวัติ
  2. ปัญหาเศรษฐกิจและการแก้ไข เนื่องจากประเทศไทยในช่วง พ.ศ.2467 – 2474 ประสบปัญหาเศรษฐกิจอยู่ในภาวะตกต่ำตามสภาพการณ์เศรษฐกิจของโลก อันมีสาเหตุจากการที่ประเทศต่าง ๆ ต้องใช้จ่ายเงินไปในการบูรณะประเทศซึ่งเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 1
  3. ความไม่พอใจในความแตกต่างทางฐานะด้านสังคม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อีกเรื่องหนึ่งว่าทรงแต่งตั้งเจ้านายเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาแทนพวกสามัญชน
  4. 4.ความไม่พอใจระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และการเรียกร้องระบอบประชาธิปไตย     ความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ประเทศไทยมีมาช้านาน ให้เป็นแบบประชาธิปไตยตามแบบอย่างประเทศตะวันตก



นโยบายชาตินิยมของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม มีดังนี้
  1. ด้านการเมือง เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย
  2. ด้านสังคมวัฒนธรรม เปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยตามชาติตะวันตก
  3. ด้านเศรษฐกิจ สร้างชาตินิยมให้กับคนไทย
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516
ปัญหาสังคมที่สั่งสมมาเป็นเวลานานได้ระเบิดออกมาหลังเหตุการณ์ขบวนการนัก ศึกษาและ กระแสประชาธิปไตย แสดงพละกำลังอย่างชัดเจน มีการสไตรค์ของกรรมการบ่อยครั้ง และเกิดการรวมตัว ของชาวนาและเกษตรกรอย่างกว้างขวางและเป็นระบบทั่วประเทศ
หลังเหตุการณ์ มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย มากที่สุด และจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเวลาต่อมา


46.สิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
1x42.gif
สิทธิและเสรีภาพพื้นฐาน มีดังนี้
  1. การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐ มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  2. ความเสมอภาค มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดหลักความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติแก่บุคคลที่มีความแตกต่างกัน
  3. สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล มีเจตนารมณ์เพื่อประกันสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายในเคหสถาน
  4. สิทธิในกระบวนการยุติธรรม มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกี่ยวกับความ รับผิดทางอาญา
  5. สิทธิในทรัพย์สิน มีเจตนารมณ์เพื่อประกันความมั่นคงในการถือครองทรัพย์สิน
  6. สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ มีเจตนารมณ์เพื่อประกันเสรีภาพในการประกอบอาชีพ การแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม ความปลอดภัย สวัสดิภาพ และการดำรงชีพของคนทำงาน
  7. เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน รกำหนดมิให้รัฐจำกัดเสรีภาพการแสดงออกของบุคคล เว้นแต่เพื่อความมั่นคงของรัฐ
  8. สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา การได้รับการศึกษา ไม่น้อยกว่าสิบสองปีตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า
  9. สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
  10. สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน คุ้มครองการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ การรับรู้และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การร้องทุกข์ การโต้แย้งการปฏิบัติราชการในทางปกครอง และเพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคลในการฟ้องหน่วยงานของรัฐ
  11. เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ คุ้มครองประชาชนให้ได้รับความสะดวกในการใช้พื้นที่สาธารณะ คุ้มครองการรวมกลุ่มเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์กรเอกชน องค์การพัฒนาเอกชน หรือหมู่คณะอื่น คุ้มครองการตั้งพรรคการเมืองเพื่อสืบสานเจตนารมณ์ทางการเมืองตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในระบบรัฐสภา
  12. สิทธิชุมชน มีเจตนารมณ์เพื่อรับรองสิทธิชุมชน ชุมชนท้องถิ่น และชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม คุ้มครองบุคคลในการอนุรักษ์ บำรุงรักษาและการได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
  13. สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คุ้มครองบุคคลในการต่อต้านโดยสันติวิธีต่อการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองด้วยวิถีทางที่มิชอบ
สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญนั้น จำแนกออกได้ 3 ประเภท คือ
(1) สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล
(2) สิทธิและเสรีภาพในทางเศรษฐกิจ และ
(3) สิทธิและเสรีภาพในการมีส่วนร่วมทางการเมือง


1x42.gif

47.ความเจริญด้านเศรษฐกิจสมัยสุโขทัย

ความเจริญด้านเศรษฐกิจ
สมัยสุโขทัย
1x42.gif
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้สุโขทัยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้าได้  มีหลายประเภทดังนี้
1. ภูมิประเทศ  สุโขทัยตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ ที่ราบเชิงเขาซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และจับสัตว์น้ำ
2. ทรัพยากรธรรมราช  สุโขทัยมีพืชพรรณธรรมชาติต่าง ๆ อย่างอุดมสมบูรณ์ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า  และแร่ธาตุต่าง ๆ
3. ความสามารถของผู้นำ กษัตริย์ซึ่งเป็นผู้ปกครองกรุงสุโขทัยทรงมีพระปรีชาสามารถในการคิดริเริ่ม และดัดแปลงสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของราษฎร  เช่น  สร้างทำนบกั้นน้ำไว้เพื่อเก็บกักน้ำ  ที่เรียกว่า ทำนบพระร่วง ส่งน้ำไปตามคูคลองสู่คูเมือง เพื่อระยายน้ำสู่พื้นที่เกษตรกรรม จึงทำให้ประชาชนมีน้ำใช้สอยอย่างเพียงพอ
พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจของสุโขทัย
ขึ้นอยู่กับอาชีพหลักของประชาชน 3 อาชีพ
1. เกษตรกรรม
สังคมสุโขทัยเป็นสังคมเกษตรกรรม  อาชีพหลักของประชาชน  คือ  การเพาะปลูก  และเลี้ยงสัตว์  การเพาะปลูกจะมีทั้งการทำนา  ทำไร่  และทำสวน  พืชที่ปลูกกันมาก  เช่น  ข้าว  มะม่วง  หมากพลู  เป็นต้น  บริเวณที่ใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูก  ได้แก่  ที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง  แม่น้ำยม  และแม่น้ำน่าน
เนื่องจากสภาพทางธรรมราชของบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำดังกล่าวนี้ไม่เอื้ออำนวย ต่อการเพาะปลูก  เพราะมีน้ำน้อยในหน้าแล้ง  และเมื่อถึงฤดูน้ำจะมีน้ำปริมาณมากไหลบ่ามาท่วมขังเป็นเวลานาน  ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรไม่อุดมสมบูรณ์  ดังนั้น  สุโขทัยจึงรู้จักการสร้างที่เก็บกักน้ำ  แล้วค่อท่อน้ำจากคูเมืองไปสู่สระต่าง ๆ เพื่อระบายน้ำไปสู่พื้นที่เกษตรกรรม  ทำให้สามารถผลิตผลผลิตได้อุดมสมบูรณ์


2. หัตถกรรม
   หัตถกรรมที่สำคัญของสุโขทัยส่วนใหญ่เป็นการผลิต  เครื่องสังคโลก  หรือเครื่องปั้นดินเผา  เครื่องสังคโลกของสุโขทัยที่ผลิตได้  คือ  จาน  ชาม  และถ้วยต่าง ๆ นอกจากนั้นยังนิยมผลิตเครื่องสังคโลกในรูปแบบต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้ซื้อ  เช่น  แจกัน  เหยือก  โถน้ำ  โอ่ง  ไห  เป็นต้น
   จากหลักฐานการขุดพบซากเตาเผาเครื่องสังคโลก  หรือเตาทุเรียงเป็นจำนวนมาก  ทำให้สันนิษฐานได้ว่า  แหล่งที่ผลิตเครื่องสังคโลกที่สำคัญมีอยู่ 2 แห่ง  คือ  กรุงสุโขทัย  และเมืองศรีสัชนาลัย
และจากการพบซากเตาเผาเครื่องสังคโลกขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก  ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเครื่องสังคโลกของสุโขทัยน่าจะเป็นสินค้าที่ได้รับความ นิยมจากดินแดนต่าง ๆ ในสมัยนั้น
3. การค้าขาย
  การค้าขายในสมัยสุโขทัยเป็นการค้าแบบเสรี  ทุกคนมีอิสระในการค้าขาย  รัฐไม่จำกัดชนิดสินค้าและไม่เก็บภาษีผ่านด่าน  ที่เรียกว่า  จกอบ  ผู้ใดอยากค้าขายอะไรก็ไม่มีการห้าม  มีการค้าสัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น  ช้าง  ม้า  วัว  ควาย  เป็นต้น  ตลอดจนการค้าขายแร่เงินและแร่ทอง
   นอกจากจะมีการค้าขายภายในราชอาณาจักรแล้ว  ยังมีการค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้ากับอาณาจักรต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอกอาณาจักรสุโขทัยอีกด้วย  เช่น  เมืองหงสาวดี  ตะนาวศรี  ล้านนา  กัมพูชา  มะละกา  ชวา  และจีน  เป็นต้น  
สินค้าออกที่สำคัญ  ได้แก่  เครื่องสังคโบก  พริกไทย  น้ำตาล  งาช้าง  หนังสัตว์  นอแรด  เป็นต้น  ส่วนสินค้าส่วนใหญ่เป็นพวกผ้าไหม  ผ้าทอ  อัญมณี  เป็นต้น



1x42.gif

48.ความเจริญด้านเศรษฐกิจสมัยธนบุรี -รัตนโกสินทร์

ความเจริญด้านเศรษฐกิจ
สมัยธนบุรี -รัตนโกสินทร์
1x42.gif
สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีลักษณะดังต่อไปนี้
1. ผลผลิตทางการเกษตร
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของไทยได้แก่ ข้าว อ้อย และพริกไทย
ข้าวเป็นสินค้าที่จัดอยู่ในลำดับที่ 5 ของสินค้าที่ส่งออกมากตามลำดับ อันได้แก่ น้ำตาล ฝ้าย ไม้หอมและดีบุก ข้าวถือ น้ำตาล เรื่องการผลิตน้ำตาลจากอ้อยนั้น ไทยสามารถผลิตน้ำตาลจากอ้อยได้ ตั้งแต่ต้นสมัยรัชกาลที่ 2 แล้ว พริกไทย มีการส่งออกพริกไทยไปยังประเทศจีนประมาณปีละ 60,000 หาบ


2. ทรัพยากรธรรมชาติ
ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ทำรายได้ให้กับแผ่นดินในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ ไม้ แร่ธาตุและสินค้าประเภทเหล็ก


3. การจัดเก็บภาษีอากร
ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1-2 การจัดเก็บภาษีอากรยังคงมีลักษณะเหมือนกับสมัยอยุธยา ภาษีอากรที่เรียกเก็บในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้แก่ อากรสุรา อากรบ่อนเบี้ย อากรขนอนตลาด อากรค่าน้ำเก็บตามเครื่องมือ อากรสมพัตสร (อากรพืชล้มลุก) อากรค่านา อากรสวน และส่วย ส่วนในสมัยรัชกาลที่ 2 ประเภทของภาษีอากรประกอบด้วย จังกอบ อากร ส่วย ฤชา
   ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการแก้ไขการเก็บภาษีใหม่ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มพูนมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้เพราะในสมัยนี้มีศึกสงครามกับข้าศึกภายนอกมาก ดังนั้นรัชกาลที่ 3 จึงได้ทรงตั้งภาษีอากรใหม่ถึง 38


4. สภาพการค้าขาย
การค้าภายในประเทศ การค้าขายยังจัดอยู่ในขอบเขตจำกัด เพราะเศรษฐกิจส่วนใหญ่เป็นแบบเลี้ยงตนเอง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยได้ตกลงทำสนธิสัญญาเบาริงกับอังกฤษในปี 2398


สาระสำคัญของสนธิสัญญาเบาริง
  1. อังกฤษมีสิทธิตั้งกงสุลคอยดูแลผลประโยชน์และตั้งศาลกงสุลเพื่อชำระความคนในบังคับของอังกฤษ
  2. ให้สิทธิการค้าเสรีแก่คนในบังคับอังกฤษทั่วทุกเมืองท่าของไทย และอาจจะเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยได้ภายในเขต ไมล์จากกำแพงเมือง ถ้าเข้ามาอยู่ในเมืองไทยครบ 10 ปี
  3. ยกเลิกการเก็บค่าระวางปากเรือ แต่กำหนดภาษีขาเข้าตามราคาสินค้าในอัตราร้อยละชัก 3 ส่วนภาษีขาออกให้เก็บเพียงครั้งเดียว และไม่เก็บภาษีฝิ่น แต่ต้องนำมาขายให้แก่เจ้าภาษีเท่านั้น และถ้าเจ้าภาษีไม่ซื้อต้องนำออกไป
  4. รัฐบาลไทยมีสิทธิห้ามส่งข้าว เกลือ และปลาออกนอกประเทศได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องแจ้งให้กงสุลทราบข่าวล่วงหน้าเป็นเวลา 1 เดือน
รัชกาลที่ 6 ทรงพยายามที่จะปรับปรุงทางด้านเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีปัญหาแทรกซ้อนเกิดขึ้น จนมีผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยส่วนรวม
ปัญหาเหล่านี้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 จนถึงรัชกาลที่ 7 ถึงแม้ว่ารัชกาลที่ 7 จะพยายามแก้ไขอย่างเต็มพระสติกำลัง แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็มิได้กระเตี้ยงขึ้น จนกลายเป็นเงื่อนไขทีก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในที่สุด


1x42.gif

49.พัฒนาการทางด้านสังคม วัฒนธรรมอยุธยา

พัฒนาการทางด้านสังคม วัฒนธรรม
สมัยอยุธยา
1x42.gif
   สภาพสังคมในสมัยอยุธยา  เป็นแบบระบบศักดินา  ซึ่งจะเป็นตัวแบ่งสิทธิ  หน้าที่และความรับผิดชอบของคนในสังคม  ผู้ที่มีศักดินาสูงก็จะมีสิทธิ หน้าที่  และความรับผิดชอบสูง  ผู้ที่มีศักดินาต่ำก็จะมีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบน้อยลดหลั่นกันตามศักดินาที่ได้รับ  พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้พระราชทานศักดินาให้แก่เจ้านาย  ขุนนาง  และราษฎร
กลุ่มคนในสังคมอยุธยาแบ่งได้ 2 ลักษณะ  ดังนี้
  1. ชนชั้นผู้ปกครอง
    1. พระมหากษัตริย์  เป็นประมุขสูงสุดของอาณาจักร
    2. เจ้านาย  เป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากพระมหากษัตริย์
    3. ขุนนาง  เป็นบุคคลที่ถวายตัวเข้ารับราชการ  มีหน้าที่ช่วยพระมหากษัตริย์ดูแลปกครองบ้านเมือง
  2. ชนชั้นผู้ถูกปกครอง  ไพร่  หมายถึง  ราษฎรทั่วไป  เป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุดในสังคม  ไพร่ที่เป็นชายต้องขึ้นสังกัดมูลนายตามกรมกองแห่งใดแห่งหนึ่ง  และมีหน้าที่รับใช้บ้านเมือง  แบ่งออกเป็น 3 ประเภท  ดังนี้
    1. ไพร่หลวง  คือ  ชายฉกรรจ์ที่สังกัดอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ มีหน้าที่ทำงานรับใช้บ้านเมืองปีละ 6 เดือน  ไพร่หลวงจะถูกเกณฑ์แรงงานมาทำงานต่าง ๆ เช่น  สร้างวัด  สร้างวัง  ป้อมปราการ  และถูกเกณฑ์ไปรบยามเกิดสงคราม
    2. ไพร่สม  เป็นไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้แก่มูลนายตามศักดินา  เมื่อเกิดศึกสงครามก็ถูกเกณฑ์ไปรบ
    3. ไพร่ส่วย  เป็นไพร่หลวงที่ส่งสิ่งของมาแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน  สิ่งของที่ไพร่ส่วยส่งมาส่วนใหญ่เป็นสิ่งของสำคัญ  เช่น  มูลค้างคาว  ดีบุก  ของป่า  เป็นต้น
  3. ทาส  เป็นคนที่ขาดสิทธิในแรงงานและชีวิต  ไม่มีอิสระในการทำสิ่งใดต้องทำงานตามที่นายเงินสั่ง
กลุ่มบุคคลในสถาบันศาสนา  ได้แก่  กลุ่มพระสงฆ์  เป็นชนชั้นที่มีฐานะทางสังคมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปกครองบ้านเมืองโดยตรง  อาจถือได้ว่า  พระสงฆ์มีสถานภาพใกล้เคียงกับชนชั้นมูลนาย  เพราะได้รับการยกเว้นการเกณฑ์แรงงานและการเสียภาษีให้แก่รัฐ พระสงฆ์ได้รับการยกย้องให้เป็นผู้นำและเป็นที่พึ่งทางใจของชุมชน  และมีบทบาทเชื่อมประสานระหว่างชนชั้นต่าง ๆ ในสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข



1x42.gif

50.พัฒนาการทางด้านสังคม วัฒนธรรม

50.พัฒนาการทางด้านสังคม วัฒนธรรม


พัฒนาการทางด้านสังคม วัฒนธรรม
สมัยธนบุรี-รัตนโกสินทร์
1x42.gif


สภาพสังคมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นส่วนใหญ่มีลักษณะโครงสร้างไม่แตกต่างจากสมัยอยุธยาและธนบุรี องค์ประกอบของสังคมไทยประกอบด้วยสถาบันต่างๆ ได้แก่ สถาบันพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ ไพร่ และทาส
   ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การทำนุบำรุงและฟื้นฟูทางด้านศิลปวัฒนธรรมได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 3 และการทำนุบำรุงก็กระทำโดยวิธีรักษารูปแบบเดิมไว้ตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ ผสมผสานเข้าไปด้วย ทำให้ศิลปวัฒนธรรมของไทยในยุคนี้เจริญรุ่งเรืองมากสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๔๓๕)
ศิลปวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สะท้อนความเจริญของบ้านเมือง  ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ผู้นำทุกยุคทุกสัยให้ความสำคัญ  ส่งเสริม  และสนับสนุน  ศิลปวัฒนธรรมสมัยรัตนโกสินทร์แบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ 4 ประเภท  คือ  สถาปัตยกรรม  ประติมากรรม  จิตรกรรม  และวรรณกรรม
1. สถาปัตยกรรม
   สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ได้รั้บแบบอย่างมาจากสมัยอยุธยาตอนปลาย  เช่น  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)  มีลักษณะคล้ายคลึงกับวัดพระศรีสรรเพชญในสมัยอยุธยา  
สมัยรัชกาลที่ 1  มีการสร้างและบูรณะวัดเป็นจำนวนมาก
สมัยรัชกาลที่ 3  ทรงมีพระราชนิยมแบบจีน  เกิดสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างไทยกับจีน  เช่น  วัดยานนาวา  เป็นต้น  
เมื่อมาถึงสมัยรัชากาลที่ 4  ไทยได้รับอิทธิพลจากตะวันตก  สถาปัตยกรรมจึงมีรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก  เช่น
   พระราชวังสราญรมย์  ที่กรุงเทพ ฯ  สร้างสมัยรัชกาลที่ 4
   พระที่นั่งอนันตสมาคม  ที่กรุงเทพ ฯ  สร้างสมัยรัชกาลที่ 5
   พระราชวังสนามจันทร์  ที่จังหวัดนครปฐม  สร้างสมัยรัชกาลที่ 6


2. ประติมากรรม
    งานประติมากรรมของไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น  มักเป็นพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ไม่นิยมปั้นรูปมนุษย์แบบสมจริง   จนกระทั่งได้รับอิทธิพลมาจากอารยธรรมตะวันตก  จึงเริ่มมีประติมากรรมรูปมนุษย์ตามแบบของจริงมากขึ้น  ส่วนใหญ่เป็นรูปปั้นของกษัตริย์  และบุคคลสำคัญ  เช่น  อนุสาวรีย์ต่าง ๆ เป็นต้น


3. จิตรกรรม
   จิตรกรรม  คือ  ศิลปะการวาดภาพ  ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมักเป็นจิตรกรรมที่เกี่ยวกับพุทธประวัติ  ชาดก  หรือภาพในวรรณคดีเรื่อง  รามเกียรติ์  เป็นต้น  
ซึ่งส่วนใหญ่เขียนเป็นจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์  สำหรับจิตรกรรมของชาวบ้านทั่วไปมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติและชาดกเช่นกัน  แต่มักสอดคแทรกเรื่องราวของวิถีชีวิตลงไปด้วย  ซึ่งสามารถพบจิตรกรรมประเภทนี้ได้ทั่วไป
    สมัยรัชกาลที่ 3  มีการรับอิทธิพลของศิลปะจีนอย่างมาก  ส่วนสมัยรัชกาลที่ 4  ได้รับอิทธิพลของตะวันตก  ซึ่งจะเป็นภาพที่สมจริงคือ  มี 3 มิติ  ศิลปินที่สำคัญในสมัยนี้  คือ  ขรัว  อินโข่ง  ส่วนศิลปินที่มีความสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5  คือ  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ซึ่งอิทธิพลของตะวันตกยังส่งผลต่อจิตรกรรมไทยจนถึงปัจจุบัน


4. วรรณกรรม
    วรรณกรรมได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตกอย่างชัดเจน มีหลากหลายแนวทั้ง นวนิยาย เรื่องสั้น งานแปล สารคดี

1x42.gif